น้องไข่มุก

แต่ก่อนปาซคิดว่าครูเท่านั้นที่จะสอนภาษาอังกฤษได้และครูเจ้าของภาษาเท่านั้นที่จะสอนให้ลูกพูดภาษาอังกฤษได้อย่างเป็นธรรมชาติ แต่เมื่อได้อ่านหนังสือเด็กสองภาษาพ่อแม่สร้างได้ แล้วลองทำตามแนวคิดและวิธีที่คุณบิ๊กนำเสนอมา รู้สึกว่าแนวคิดนี้ช่างน่ามหัศจรรย์จริงๆ พ่อแม่อย่างเราก็กลายเป็นครูสอนภาษาอังกฤษให้ลูกได้และที่สำคัญลูกก็สามารถพูดได้อย่างเป็นธรรมชาติอีกด้วยค่ะ

ความในใจแม่ปาซ

แม่กลัวฝรั่ง พูดอังกฤษไม่ได้ฟังไม่ออก แต่สอนลูกเป็นเด็กสองภาษา และแม่สองภาษาพร้อมกันได้

ถ้าพูดถึงครอบครัวที่ต่อสู้ในการสร้างเด็กสองภาษาที่มีเรื่องราวดราม่าสักหน่อยนึง ผมอดไม่ได้จะนึกถึงครอบครัวน้องไข่มุก

จุดเริ่มต้นมาจากที่ผมออกรายการครอบครัวเดียวกันแล้วคุณยายน้องไข่มุกได้เห็นจึงรีบไปบอกให้แม่ปาซแม่น้องไข่มุกมาดู และนี่คือจุดเริ่มต้นของการสร้างเด็กสองภาษา

แม่ปาซบอกเสมอว่าตัวเองภาษาอังกฤษไม่ดี ติดลบ กลัวฝรั่ง พูดไม่ได้ แต่ก็อยากให้ลูกเป็นเด็กสองภาษา จึงต้องรวบรวมความกล้ามาเล่าเรียนแนวคิดเด็กสองภาษา เริ่มจากการอ่านหนังสือ เข้าเวิร์กช็อป และไม่ได้เข้าธรรมดาเพราะเข้าเวิร์กช็อปเรื่องการออกเสียงถึง 5 ครั้ง นับว่าเป็นสถิติสูงสุดจนถึงปัจจุบัน เพื่อเก็บรายละเอียดทุกแง่มุมและเสริมสร้างกำลังใจ

ที่ผมบอกว่าเป็นดราม่า เพราะแม่ปาซสอนลูกเป็นเด็กสองภาษา สอนได้ดี น้องไข่มุกพูดจากความรู้สึก แต่สิ่งที่ทำผิดมากก็คือเรื่องการออกเสียงที่ผิดเพี้ยนไปเยอะ มาเจอผมครั้งแรกในเวิร์กช็อปโฟนิกส์ แม่ปาซพาน้องมาด้วย ผมได้เห็น ก็เลยทักไปว่า มีจุดที่สอนผิดอยู่และสำคัญมาก หลังจากเวิร์กช็อปผมมีโอกาสได้คุย เลยเล่ารายละเอียดให้ฟังพร้อมกับชี้จุดว่าต้องปรับอย่างไร เรียกได้ว่าเป็นการรื้อเลยก็ว่าได้

ไม่น่าเชื่อว่าแม่ปาซขอเริ่มต้นใหม่ ฝึกให้ถูกวิธี ผมก็รู้สึกดีใจ แต่ไม่ทราบมาก่อนว่าตอนนั้นที่บอกไป ทำให้แม่ปาซไปนอนร้องไห้อยู่นานเพราะเสียใจที่สอนลูกผิดไปถึงหกเดือนเรื่องเสียง

แต่ไม่น่าเชื่อว่าหลังจากนั้นไม่กี่ปี น้องไข่มุกกลายมาเป็นเด็กสองภาษาคุณภาพ ที่มีการออกเสียงที่เนทีฟยังต้องชม และรวมถึงแม่ปาซที่พัฒนาไปควบคู่กันด้วย

ผมอยากให้เอาเคสครอบครัวน้องไข่มุกเป็นครอบครัวเด็กสองภาษาตัวอย่างในการสร้างแรงบันดาลใจให้กับทุกคนที่กำลังอยู่บนเส้นทางนี้ครับ


Prev 1 of 2 Next
Prev 1 of 2 Next

ครอบครัว: อัคนิมณี
สัมภาษณ์: คุณแม่ –คุณภัทรานิษฐ์ อัคนิมณี
เด็ก: น้องไข่มุก อายุ 3 ขวบ 8 เดือน
อาศัยอยู่จังหวัด:พระนครศรีอยุธยา

ก่อนหน้านี้สอนภาษาอังกฤษแบบใด
สอนคำศัพท์เป็นคำๆ และแปลเป็นไทยให้ลูกเรียบร้อยค่ะ

เริ่มฝึกตามแนวคิดเด็กสองภาษา ตอนเด็กอายุเท่าไร แล้วทำไมถึงเปลี่ยนมาสอนตามแนวคิดเด็กสองภาษา
คุณยายดูรายการครอบครัวเดียวกัน ตอนเด็กสองภาษาพ่อแม่สร้างได้ แล้วบอกให้ไปซื้อหนังสือมาอ่าน หลังอ่านหนังสือจบแล้วคิดว่าแนวคิดนี้เราน่าจะทำได้จึงเริ่มเปลี่ยนมาสอนตามหนังสือค่ะ โดยเริ่มตอนอายุ 2 ขวบ 6 เดือน

ระบบที่เลือกใช้ แล้วทำไมถึงเลือกใช้ระบบนี้
เริ่มจากระบบหนึ่งเวลาหนึ่งภาษาก่อน แล้วค่อยเพิ่มเป็นหนึ่งคนหนึ่งภาษา เหตุที่ใช้ระบบนี้เพราะภาษาอังกฤษที่เรียนมาลืมหมดแล้ว เราจะได้มีเวลาเตรียมตัวด้วยค่ะ

เริ่มต้นอย่างไรแล้วเจออุปสรรคอะไรบ้าง แก้ปัญหาอย่างไร
อ่านหนังสือเล่มหนึ่งจบก็เริ่มเลยค่ะ ใช้วลีและประโยคตัวอย่างง่ายๆจากในหนังสือก่อน

สำหรับอุปสรรคที่เกิดขึ้นน่าจะเป็นที่ตัวแม่เองมากกว่า ไม่สามารถนึกประโยคที่จะพูดแบบปัจจุบันทันด่วนได้ คือบางเหตุการณ์ต้องด่วนจริงๆ เช่น ลูกไปเล่นแถวบันได ถ้าต้องคิดเป็นภาษาอังกฤษก่อน ลูกเราคงไปนอนแผ่อยู่ข้างล่างเป็นแน่แท้ ก็อึดอัด ขัดข้องใจเป็นที่สุดได้แต่เกาหัวแกรกๆพูดไม่ออกบอกไม่ถูกเลยค่ะ สำหรับตัวลูกไม่มีปัญหาอะไรค่ะ ไม่ต่อต้านไม่โวยวาย แค่มองหน้าแม่แล้วก็ไม่พูดด้วยและเดินจากไปในที่สุด

การแก้ปัญหาของแม่คือ หาประโยคต่างๆไว้ก่อน เช่น ตอนซักผ้า กินข้าว อาบน้ำ และทุกกิจกรรมที่จะต้องทำกับลูกเพราะส่วนใหญ่ลูกจะอยู่กับแม่ตลอดเวลาค่ะ แล้วจดๆแล้วแปะๆไว้ตามผนัง ส่วนตัวลูกก็ไม่ต้องทำอะไรมากค่ะ ถ้าเดินหนีเดี๋ยวแม่ก็เดินตาม ยิ้มหวานๆจับมากอด แล้วก็ค่อยๆพูดอังกฤษออกมา…ทีนี้วิ่งหนีเลยค่ะ เป็นอยู่ไม่นานค่ะ สักสัปดาห์หนึ่งก็ไม่เดินหนีแล้วค่ะ

ระยะเวลาสอนจนเด็กเริ่มพูดโต้ตอบกลับเป็นภาษาที่สองอย่างเป็นธรรมชาติ
1 ปีค่ะ (ตอบแบบไม่อายเลยนะคะ ช้าและนานมาก)

ระดับภาษาอังกฤษของพ่อแม่ตอนเริ่มสอนเป็นอย่างไร มีความมั่นใจแค่ไหนในการสอนลูก
รู้แต่คำศัพท์ภาษาอังกฤษแต่ไม่สามารถใช้งานได้ค่ะ แต่หลังจากอ่านหนังสือจบรู้สึกว่าแนวคิดนี้น่าจะทำได้ แต่ยังไม่มั่นใจค่ะว่าตัวเองจะทำได้สำเร็จมั้ย

เสี้ยวเวลาที่ลูกโต้ตอบกลับมาเป็นภาษาที่สองได้รู้สึกอย่างไร:
ดีใจและตื่นเต้นค่ะ ซึ่งตอนนั้นยังไม่นึกถึงว่าลูกพูดถูกต้องหรือชัดเจนมั้ย

พัฒนาการในแต่ละช่วง
ช่วงสามเดือนแรก ลูกรู้และเข้าใจว่าแม่ให้ทำอะไร เริ่มตอบคำถาม Yes, No, OK ได้ พูดวลีสั้นๆได้

เดือนที่ 3 ถึงเดือนที่ 6 เริ่มละเมอเป็นภาษาอังกฤษ โต้ตอบเป็นประโยคสั้นๆได้ ช่วงนี้ล่ะค่ะถึงเริ่ม เอ๊ะ ลูกพูดอะไรเนี่ย แม่ฟังไม่เข้าใจ ทำให้เกิดปัญหาตามมาคือ ลูกหงุดหงิดมากเวลาเขาพูดแล้วแม่ไม่สามารถตอบสนองเขาได้ บางครั้งลูกร้องไห้ เอ๊ะจะทำยังไงดี ตอนนั้นยังนึกไม่ออกค่ะว่า ปัญหาเกิดจากอะไร

เดือนที่ 6 ถึงเดือนที่ 12 ช่วงนั้นหนังสือเด็กสองภาษาเล่มสองวางแผงพอดี อ่านจบทำให้ทราบว่าปัญหาที่เกิดขึ้นนั้นมาจาก การที่เราพูดภาษาอังกฤษกับลูกไม่ชัดก็ส่งผลให้ลูกพูดไม่ชัดไปด้วย ตอนนั้นพออ่านหนังสือจบ ก็โทษตัวเองว่าทำไมเราสอนลูกแบบนั้น เราเสียเวลาได้ไงตั้งหกเดือน ทำใจอยู่หลายวันแล้วก็ไปเวิร์กช็อปเด็กสองภาษารุ่น 18 พอดี ต้องเติมไฟค่ะ

หลังจากนั้นก็ตั้งสติใหม่ สูดลมหายใจเข้าออกลึกๆ เริ่มใหม่หมดเลยด้วยคาถา เช็คเสียงก่อน…ช้าและเคลียร์ ผ่านไปไม่นาน ลูกสามารถบอกความต้องการของตัวเองได้ แม่ลูกสื่อสารโต้ตอบกันได้ ลูกมีความสุขมาก ไม่หงุดหงิด และแม่ก็มีความสุขด้วยค่ะ

ปัจจุบัน ลูกและแม่ก็ยังเรียนรู้ไปพร้อมกัน เพราะสิ่งที่เรายังไม่เคยรู้หรือเคยพูดถึงยังมีอีกมากมาย แต่เราก็ใช้คาถาเช็คเสียง…พูดช้า…พูดเสียงให้เคลียร์ เหมือนเดิมค่ะ

คิดอย่างไรกับการสอน A Ant มด ในโรงเรียน แล้วอยากฝากอะไรถึงโรงเรียนบ้าง
ถ้ายังไม่รู้จักแนวคิดนี้ ก็คิดว่าเราเรียนมาแบบนี้แล้วลูกเราก็ต้องเรียนต่อไปแบบเดียวกับแม่แน่ๆค่ะ แล้วก็จะกลัวฝรั่งแบบแม่ด้วย อยากให้โรงเรียนนึกถึงว่าทำไมภาษาอังกฤษในโรงเรียนถึงได้ล้มเหลวอย่างนี้ เรียนแล้วเด็กสอบได้คะแนนดีๆ แต่ทำไมเด็กไทยพูดไม่ค่อยได้เลย

คิดอย่างไรกับแนวคิดเด็กสองภาษา พ่อแม่สร้างได้
เป็นแนวคิดที่ถูกต้องตามธรรมชาติ เด็กๆเรียนรู้ได้จากการเลียนแบบ เชื่อว่าเด็กๆสามารถเรียนรู้ในลักษณะนี้ได้ทุกคนถ้าไดัรับโอกาสที่ดีนี้ ไม่ว่าพ่อแม่จะเก่งหรือไม่เก่งก็ตาม และเชื่อว่าเด็กๆสามารถเป็นเด็กสองภาษาได้อย่างง่ายดายค่ะ

คนรอบข้างมองอย่างไร เมื่อเห็นเราพูดภาษาที่สองกับลูก แล้วเราทำอย่างไร
แปลกจริงเชียวบ้านนี้ เป็นคนไทยทำไมพูดฝรั่งกับลูก ดีจังเลยค่ะ อยากให้ลูกพูดได้แบบนี้บ้างจัง ส่งไปเรียนที่ไหนคะ จะได้ให้ลูกไปเรียนบ้าง และอีกมากมายเลยค่ะ โดยรวมว่าน่าจะแปลกใจ ประหลาดใจมากกว่า แต่พอถ้าได้ยินสักพักก็จะเริ่มรู้สึกประทับใจแล้วจะขยับมาใกล้ แล้วถามว่าทำยังไงคะ ลูกถึงได้พูดได้ขนาดนี้ เราก็พูดคุยถ้ามีเวลานะคะ พูดคร่าวๆแล้วยิ่งเห็นตัวอย่างพูดได้แบบนี้ส่วนใหญ่ไม่ต้องอธิบายมากค่ะ ก็แนะนำให้ซื้อหนังสือมาอ่านก่อนหรือเข้าไปดูในเว็บ 2pasa.com

คำแนะนำและความคิดเห็นอื่นๆให้กับพ่อแม่ท่านอื่น
สิ่งแรกให้เอาความสุขของลูกเป็นตัวตั้ง โน้มน้าวคนรอบข้างให้เห็นด้วยก่อนค่ะ แต่ถ้าทำไม่ได้แต่มีใจมุ่งมั่น ต้องลุยเดี่ยวก็ต้องยอมค่ะ

ไม่นำระยะเวลามาเป็นตัวกำหนดความสำเร็จของลูกอย่างเด็ดขาดเลยค่ะ เช่น 6 เดือนลูกเราต้องพูดได้นะ ไม่ต้องคำนึงถึงเวลาค่ะ เพราะแต่ละครอบครัวไม่เหมือนกัน ลูกเราคือลูกเราค่ะไม่เปรียบเทียบลูกเรากับลูกคนอื่นค่ะ ดูสิคะบ้านเรายังใช้เวลาเป็นปีเลยค่ะ กว่าจะพูดได้ ถ้าไม่ติดกับดักอันนี้ ลูกและพ่อแม่ (คนสอน) จะมีความสุขค่ะ พอมีความสุขเราก็มีพลังไปค้นคว้าหาความรู้ให้ลูกได้ค่ะ

เริ่มด้วยสิ่งสำคัญค่ะ ควรเช็คเสียงคำก่อน (จาก thefreedictionary.com หรือจากแล่งข้อมูลอื่นๆก็ได้ค่ะ) พูดช้าๆ พูดชัดๆพยายามออกเสียงให้เคลียร์ อันนี้คิดว่าสำคัญสำหรับคุณแม่คุณพ่อที่เริ่มต้นใหม่ๆนะคะ เพราะเราไม่เคยมีโอกาสได้สัมผัสกับการออกเสียงที่ถูกต้องมาก่อนน่ะค่ะ สำหรับผู้ที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นประจำคงไม่มีปัญหาอะไร การที่ลูกพูดได้เยอะแล้วพูดไม่ชัดเราต้องเสียเวลามาแก้ตอนหลังอีกค่ะ

สุดท้ายค่ะ อ่านหนังสือเด็กสองภาษาเล่มหนึ่งและสองหลายๆรอบค่ะ อย่าใจร้อนคิดเสียว่า นี่คือคัมภีร์แห่งความสำเร็จ
ถ้าทำตามหนังสือทีละขั้น ความสำเร็จก็ใกล้เข้ามาทุกทีค่ะ แล้วอีกไม่นานเกินรอค่ะ ความสำเร็จต้องมาถึงอย่างแน่นอนค่ะ

วิเคราะห์โดยผู้ใหญ่บิ๊ก
คุณแม่น้องไข่มุกเริ่มต้นด้วยความใจร้อน เร่งพูด เน้นปริมาณของคำ เสียงที่ได้ก็เลยไม่เคลียร์ เมื่อเด็กเลียนแบบก็จะได้ไม่ต่างจากต้นแบบ ซึ่งส่งผลเสียในระยะยาว แต่คุณแม่น้องไข่มุกก็เอะใจในการพูดของลูก แล้วพลิกกลับได้ทัน หันมาเน้นการพูดที่ช้า และเคลียร์ โดยไม่ลืมการเช็คเสียงทุกครั้ง เน้นคุณภาพมากกว่าปริมาณ เพียงระยะเวลาไม่นานนัก น้องก็สามารถปรับตัวได้ ผมมีโอกาสได้คุยกับน้องไข่มุก น้องมีความรู้สึกในการพูดภาษาที่สองได้ดีมาก พูดจากความรู้สึก ตอบคำถามและพูดคุยได้อย่างเป็นธรรมชาติ จังหวะลมหายใจในการพูด ช้าและเคลียร์ตามที่ได้ฝึกกันมาช่วงหลัง

ประเด็นนี้เป็นส่วนหนึ่งที่ผมต้องเน้นย้ำทุกครั้งกับพ่อแม่ที่กำลังสอนสองภาษา ว่าให้พูดช้าลง เน้นเสียงให้เคลียร์ เช็คการออกเสียงทุกครั้ง เพราะมันมีภาพลวงตาของการสะกดอยู่


บล็อกบันทึกเรื่องราวครอบครัวเด็กสองภาษา